มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สั่งปลด ธีรพงศ์ อาสาที่ถูกเบนซ์จ้าง 15,000 บาทไปจับตัวแม่ภัทร พร้อมตัดสินใจแฉความจริงยิ่งพีกเข้าไปอีก
ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณี “แม่ภัทร” ออกมาร้องเรียนและแจ้งความ โดยอ้างว่าถูกชาย 2 คน ซึ่งเป็นอาสาสมัครกู้ภัยเข้าควบคุมตัว ก่อนนำขึ้นรถตู้ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2567 กระทั่งเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 แม่ภัทรเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ สน.วังทองหลาง พร้อมนำตำรวจและสื่อมวลชนลงพื้นที่ชี้จุดเกิดเหตุ

เอ้าพีกอีก ป่อเต็กตึ๊ง แฉความจริง ธีรพงศ์ กู้ภัยที่ไปจับแม่ภัทร

เอ้าพีกอีก ป่อเต็กตึ๊ง แฉความจริง ธีรพงศ์ กู้ภัยที่ไปจับแม่ภัทร
แม่ภัทรระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีอาสาสมัครรายหนึ่งเข้าล็อกแขนและปิดปาก ส่วนอีกรายช่วยยกขา ก่อนนำตัวไปยังรถตู้ที่จอดรออยู่บริเวณหน้าซอย โดยเจ้าตัวอ้างว่าได้ตะโกนขอความช่วยเหลือจนชาวบ้านออกมาดูเหตุการณ์ ก่อนที่กลุ่มอาสาสมัครจะรีบนำตัวขึ้นรถตู้และขับออกไป
ส่วนทางด้าน “นายธีรพงศ์” อาสากู้ภัยที่นำแม่ภัทรไปส่ง ได้ออกมาเปิดเผยผ่านรายการข่าว โดยอ้างว่า เบนซ์แจ้งกับตนว่าแม่มีอาการทางจิตเวชรุนแรง และทำร้ายทั้งเบนซ์และน้องสาว หรือบีม จึงขอให้ช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล
นายธีรพงศ์เล่าว่า ช่วงแรกตนแนะนำให้เบนซ์พาแม่ไปโรงพยาบาลเอง แต่ประมาณ 2 วันต่อมา เบนซ์โทรศัพท์มาขอให้ไปรับแม่อีกครั้ง โดยอ้างว่าแม่มีอาการอาละวาดและถือกรรไกรอยู่ในมือ ก่อนขอให้นำตัวไปส่งยังศูนย์แห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งตนได้รับค่าจ้าง 15,000 บาท
พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำร้ายแม่ภัทร และกล่าวว่าเบนซ์ บีม รวมถึงลูกชายของแม่ภัทร ต่างเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
นอกจากนี้ นายธีรพงศ์ยังกล่าวถึงการเข้าควบคุมตัวผู้ที่มีอาการคลุ้มคลั่งว่า ไม่ใช่ขั้นตอนที่อยู่ในหลักสูตรการปฐมพยาบาลที่ตนรู้จัก แต่เป็นการใช้กำลังและยุทธวิธีเข้าควบคุมตัว โดยระบุว่าการประเมินอาการผู้ป่วยต้องพิจารณาจากลักษณะภายนอกเบื้องต้น ประกอบกับข้อมูลจากญาติ

เอ้าพีกอีก ป่อเต็กตึ๊ง แฉความจริง ธีรพงศ์ กู้ภัยที่ไปจับแม่ภัทร
ล่าสุด มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่าได้สั่งปลดนายธีรพงศ์ออกจากการเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิแล้ว แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้ดำเนินการในนามมูลนิธิก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง จึงต้องพิจารณาดำเนินการ
ทางมูลนิธิยังระบุด้วยว่า รถที่ใช้ในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นรถส่วนตัว ไม่ใช่รถของมูลนิธิ อีกทั้งไม่ได้มีการประสานงานมายังมูลนิธิ และศูนย์ก็ไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้ไปรับเคสนี้
โดยปกติ การออกปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจะต้องผ่านการสั่งการจากศูนย์วิทยุของมูลนิธิ เพื่อมอบหมายว่าอาสาสมัครรายใดจะเข้าช่วยเหลือในแต่ละเคส ไม่ใช่สามารถออกไปดำเนินการเองได้ตามลำพัง
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังคงต้องติดตามข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย รวมถึงกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อไป






