วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกคำสั่งที่ 131/2567 ลงนามโดย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (มาตรา 6, 8, 9, 11 และ 15 ทวิ) บังคับใช้มาตรการทางยุทธการและการรักษาความสงบเรียบร้อยระดับเข้มข้นทั่วทั้งจังหวัดนราธิวาส โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ในการตั้งจุดตรวจค้นในเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัยมีอำนาจในการค้นเคหสถาน ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบ และมีอำนาจจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยในการเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ
2. ในการใช้อำนาจ ตรวจค้น จับกุม ตามข้อ 1 นั้น ให้ดำเนินการตามแนวทาง คำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 59/50 ลง 7 มีค.50 เรื่อง กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย อนุผนวก 2 กฎการใช้กำลังเฉพาะการปฏิบัติการทางบกในการรักษาความมั่นคงภายใน ประกอบ ผนวก ข กฎการใช้กำลังเฉพาะในการใช้กำลังทางบก โดยสามารถใช้อาวุธเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรง ที่มีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพลฝ่ายทหารได้ทันที ภายใต้หลักการความจำเป็นและความได้สัดส่วน
3. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ปฏิบัติงานรับผิดชอบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ดำเนินการทางยุทธการการรักษาความสงบเรียบร้อยและด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยการใช้อำนาจในการตรวจค้น ตามมาตรา 9 การห้ามตามมาตรา 11 การจับกุมและกักตัว ตามมาตรา 15 ทวิ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 และใช้อำนาจอื่น ๆ ตาม มาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 ตามความเหมาะสมแห่งสถานการณ์ เพื่อการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง ให้เกิดความสงบเรียบร้อย และรักษาความสงบในพื้นที่
4. ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่
5. การมีผลบังคับใช้ตามคำสั่งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้การยกระดับมาตรการในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดในการกระชับพื้นที่เพื่อกดดัน ล่าตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.นราธิวาสอย่างสูงสุด

